ชีวิตของคนเราดูแล้วหลากหลายแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ชีวิตของคนแก่เฒ่ากับคนหนุ่มสาว คนรวยเป็นมหาเศรษฐีกับยาจก
คนเก่งระดับดอกเตอร์กับคนไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
คนดีที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หรืออาชญากรชั่วร้ายที่มีแต่คนสาบแช่ง
ไม่ว่าคนเราจะมีสถานะภายนอกที่แตกต่างกันมากขนาดไหน
ไม่ว่าคนเราจะนับถือศาสนาใด ผิวขาวผิวดำ เชื้อชาติไหน พูดภาษาไหนก็ตาม
แต่ธรรมชาติของจิตสำหรับมนุษย์เราทุกคนที่มีความเหมือนกัน คือ ประภัสสร
สะอาด สงบ ผ่องใสก็มีอยู่แต่ดั้งเดิม เหมือนน้ำใสสะอาดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
เปรียบธรรมชาติของจิตกับน้ำ น้ำที่ใสสะอาดมีอยู่แต่เดิม แต่เมื่อผสมเป็นน้ำชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำซุป เมื่อนำมาบริโภคก็ให้รสชาติ กลิ่น สี แตกต่างกันไปตามสิ่งที่นำมาผสม ตรงกันข้าม น้ำใสสะอาดที่ถูกเจือปนด้วยสิ่งสกปรก เป็นน้ำซักผ้า น้ำล้างจาน เป็นน้ำเน่า ก็มีสีส่งกลิ่นเหม็น ทั้งสองกรณีนี้ไม่ว่าจะถูกเจือปนด้วยอะไรก็ตาม น้ำที่เจือปนด้วยสี กลิ่น รส อยู่ที่ไหน น้ำที่ใสสะอาดก็อยู่ที่นั่น เปรียบกับจิตใจ จิตที่เศร้าหมอง ทุกข์ ไม่สบายใจอยู่ที่ไหน จิตที่ประภัสสร สะอาด สงบ สบายใจก็อยู่ที่นั่น
จิตกับอารมณ์ จิต ผู้รู้ ธาตุรู้ สภาวะรู้ คือ สิ่งเดียวกัน จิตทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ คำว่าอารมณ์ในภาษาธรรม หมายถึง สิ่งที่ถูกรับรู้ผ่านอายตนะภายในทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ดังนั้น อารมณ์จึงได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์หรืออารมณ์ทางใจ เช่นเมื่อตามองไปเห็นตุ๊กแก รูปตุ๊กแกก็เป็นอารมณ์ที่ปรากฏทางตา เมื่อได้ยินเสียงตุ๊กแกร้อง ก็เป็นอารมณ์ที่ปรากฏทางหู เมื่อเรานึกคิดปรุงแต่งไม่ว่าจะดี ชั่ว หรือ เป็นกลางๆ ความนึกคิดปรุงแต่งเหล่านั้นก็เป็นอารมณ์ที่ปรากฏทางใจ เป็นต้น อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ ได้แก่ ความยินดีพอใจ (สุขเวทนา) ความยินร้ายไม่พอใจ (ทุกขเวทนา) หรือเกิดความรู้สึกเป็นกลางวางเฉย (อทุกขมสุขเวทนา)
การดำเนินชีวิตของคนเรา สิ่งที่เรามีประสบการณ์ทั้งพอใจและไม่พอใจ มีเหตุปัจจัยจากโลกธรรม 8 โลกธรรมฝ่ายน่าปรารถนา ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข ทำให้เกิดยินดี พอใจ โลกธรรมฝ่ายไม่น่าปรารถนา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ทำให้เกิดยินร้าย ไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม ความยินดียินร้ายเป็นอารมณ์ที่เกิดจากกิเลสตัณหา คือ โลภ โกรธ หลง ที่เข้ามาปรุงแต่งจิต แต่ไม่ใช่จิตซึ่งเป็นสภาวะที่รู้อารมณ์ตามความเป็นจริง เป็นสภาวะของผู้รู้ เป็นธาตุรู้ ที่มีแต่รู้ๆๆ รู้แล้วปล่อยๆ วางจากอารมณ์นั้น
มนุษย์ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ของความทุกข์ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่มีทุกข์ บางคนทุกข์มากถึงกับฆ่าตัวตาย แต่จริงๆ แล้ว ที่คนเราเป็นทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ล้วนเกิดขึ้นเพราะเรามีความยึดมั่นถือมั่นกับอารมณ์ กันทั้งนั้น ดังนั้นการดำเนินชีวิตของเรา จึงควรระมัดระวัง ไม่หลงในอารมณ์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์มามีอิทธิพลครอบงำจิต
วิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถค้นหาตัวผู้รู้ ที่อยู่เหนืออารมณ์ เพื่อสัมผัสกับสภาวะแห่งการรู้ ตื่น และเบิกบานที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน คือ การปฏิบัติธรรมตามหลักของอานาปานสติ คือ การมีสติสัมปชัญญะ อยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่กับเราทุกคนตลอดเวลา จึงไม่ใช้เรื่องยากจนเกินไปที่จะใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้สึกตัวที่ชัดเจน เมื่อมีสติสัมปชัญญะอยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จนจิตใจสงบแล้ว เราจะสัมผัสกับสภาวะของจิตที่เป็นปกติ เห็นจิตแยกต่างหากจากอารมณ์ เห็นจิตเป็นจิต เห็นอารมณ์เป็นอารมณ์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นอนัตตา ทำให้เราเข้าถึงธรรมชาติจิตใจของตัวเองที่มีความเป็นปกติ สะอาดผ่องใส เป็นสภาวะจิตของผู้รู้ ที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ไม่มีความยินดียินร้าย หรืออย่างน้อยก็จะทำให้เราเข้าถึงสุขภาพใจที่ดี
